
ข่าวเกี่ยวกับทองคำ
สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดร่วงหลุดจากระดับ 4,000 ดอลลาร์ในวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) เนื่องจากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้นทำให้ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวในระดับสูง ซึ่งเพิ่มความกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ และอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 59.70 ดอลลาร์ หรือ 1.47% ปิดที่ 3,992.10 ดอลลาร์/ออนซ์
ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -84.06 เหรียญ หรือ -2.07% มาอยู่ที่ระดับ 3,976.58 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 3,991.42 เหรียญ
ราคา Silver ปิดปรับตัวลดลง -2.31 เหรียญ หรือ -4.0% มาอยู่ที่ระดับ 55.51 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 55.58 เหรียญ
กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าไม่เปลี่ยนแปลง ปัจจุบันถือครองที่ 1,001.88 ตัน ภาพรวมเดือนกรกฎาคมขายออก 3.20 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 70.13 ตัน
ราคาทองคำสปอตร่วงหลุดระดับ 4,000 เหรียญ สู่บริเวณ 3,975 เหรียญ แรงกดดันมาจากยอดค้าปลีกสหรัฐฯ ที่ขยายตัวและจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานที่ลดลง สะท้อนเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง ส่งผลให้บอนด์ยีลด์และดัชนีดอลลาร์ปรับตัวสูงขึ้น แม้ตลาดยังคาดว่าเฟดมีโอกาสคงดอกเบี้ยในเดือนกรกฎาคมเกือบ 90% แต่เริ่มเพิ่มน้ำหนักต่อการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายน ทำให้แรงหนุนจากตัวเลข CPI และ PPI ที่ชะลอตัวเริ่มจางลง
ในเชิงเทคนิค ฝั่งขายยังได้เปรียบในระยะสั้น หลังราคาทองคำหลุดระดับจิตวิทยา 4,000 เหรียญ และปิดใกล้จุดต่ำสุดในรอบ 11 วัน โดยมีแนวรับสำคัญที่ 3,969 เหรียญ และ 3,950 เหรียญ หากหลุดลงมา มีโอกาสอ่อนตัวต่อสู่โซน 3,930–3,950 เหรียญ และ 3,886 เหรียญ ส่วนฝั่งซื้อจำเป็นต้องดันราคากลับขึ้นเหนือ 4,000 เหรียญ เพื่อฟื้นโมเมนตัมขาขึ้น โดยมีแนวต้านถัดไปที่ 4,020–4,040 เหรียญ และ 4,065 เหรียญ
ผู้จัดการพอร์ตของ Fidelity International ระบุว่า บริษัทมีแผนกลับมาเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในทองคำอีกครั้ง โดยมองว่าปัจจัยเชิงโครงสร้างที่เคยผลักดันราคาทองคำขึ้นทำสถิติสูงสุดยังคงอยู่ และคาดว่าทองคำจะกลับเข้าสู่ตลาดขาขึ้นในปี 2027 โดยมองว่า บริเวณ 4,000 เหรียญยังเป็นแนวรับสำคัญ ขณะที่สัญญาณฟื้นตัวที่ชัดเจนคือราคากลับขึ้นเหนือ 4,300 เหรียญ หรือเส้นค่าเฉลี่ย 50 วัน
สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
Core Retail Sales m/m ออกมาที่ -0.2% ต่ำกว่าคาดการณ์ 0.0% และต่ำกว่าครั้งก่อน 1.0%
Philly Fed Manufacturing Index ออกมาที่ 41.4 สูงกว่าคาดการณ์ 12.7 และสูงกว่าครั้งก่อน 10.3
Retail Sales m/m ออกมาที่ 0.2% เท่ากับคาดการณ์ 0.2% แต่ต่ำกว่าครั้งก่อน 1.0%
Unemployment Claims ออกมาที่ 208K ต่ำกว่าคาดการณ์ 216K และเท่ากับครั้งก่อน 216K
ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง
ดัชนีดอลลาร์ ปิดปรับตัวขึ้น 0.24 จุด หรือ 0.24% มาอยู่ที่ระดับ 100.71 จุด ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 100.7 จุด
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง มาอยู่ที่ระดับ 4.559% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ระดับ 4.147% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ0.41%
ลอรี โลแกน ประธานเฟดสาขาดัลลัส มองว่า แม้ตัวเลขเงินเฟ้อล่าสุดจะออกมาดีขึ้น แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสรุปว่าเฟดชนะเงินเฟ้อแล้ว เธอระบุว่า เงินเฟ้อยังเป็นภาระสำคัญต่อครัวเรือนอเมริกัน และเฟดควรปรับขึ้นดอกเบี้ยอีกเล็กน้อย เพื่อกดเงินเฟ้อให้กลับสู่เป้าหมายอย่างชัดเจน มุมมองนี้สะท้อนว่า ภายในเฟดยังมีฝ่ายที่ต้องการคุมเข้มนโยบายต่อ แม้ตลาดบางส่วนเริ่มคาดหวังว่าเงินเฟ้อชะลออาจช่วยลดแรงกดดันด้านดอกเบี้ย
เจฟฟ์ ชมิด ประธานเฟดสาขาแคนซัสซิตี ระบุว่า เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังอยู่ในระดับสูงและกระจายตัวในหลายหมวดสินค้าและบริการ แม้ตัวเลขล่าสุดจะออกมาต่ำกว่าคาดจากราคาน้ำมันที่ลดลงก่อนหน้า เขามองว่า ยังเร็วเกินไปที่จะสรุปว่าแรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มคลี่คลาย เพราะราคาน้ำมันกลับมาปรับขึ้นอีกครั้ง และยังไม่ชัดเจนว่าต้นทุนพลังงานจะลดลงได้ต่อเนื่องหรือไม่ แม้ชมิดยังไม่ได้สนับสนุนการขึ้นดอกเบี้ยโดยตรง แต่ย้ำว่าเงินเฟ้อที่ยังสูงเกือบ 2 เท่าของเป้าหมายเฟดเป็นประเด็นที่น่ากังวล
ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) ขณะที่ดัชนี Nasdaq และ S&P500 ปรับตัวลงเช่นกัน เนื่องจากแรงเทขายหุ้นกลุ่มชิปเป็นปัจจัยฉุดตลาด ซึ่งบดบังข้อมูลเศรษฐกิจที่สดใสของสหรัฐฯ และผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทจดทะเบียน
ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ ปิดที่ 52,552.97 จุด ลดลง 105.67 จุด หรือ -0.20%
ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,533.77 จุด ลดลง 38.63 จุด หรือ -0.51%
ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 25,881.95 จุด ลดลง 387.28 จุด หรือ -1.47%
นักลงทุนกังวลว่าราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะทำให้เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้นด้วย ซึ่งอาจผลักดันให้เฟดปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย โดยล่าสุด เครื่องมือ FedWatch ของ CME ระบุว่า นักลงทุนให้น้ำหนัก 53% ในการคาดการณ์ว่าเฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมเดือนกันยายน
ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพฤหัสบดี (16 ก.ค.) เนื่องจากนักลงทุนขายทำกำไรหลังจากราคาพุ่งขึ้นก่อนหน้านี้ อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันยังคงเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดนับตั้งแต่กลางเดือนมิ.ย. เนื่องจากสงครามระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ ส่งสัญญาณทวีความรุนแรงขึ้น หลังมีรายงานว่าอิหร่านได้ขอให้กลุ่มฮูตีในเยเมนเตรียมความพร้อมที่จะปิดเส้นทางการส่งออกน้ำมันผ่านทะเลแดง
ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนส.ค. ลดลง 65 เซนต์ หรือ 0.82% ปิดที่ 78.95 ดอลลาร์/บาร์เรล
ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ย. ลดลง 72 เซนต์ หรือ 0.85% ปิดที่ 84.23 ดอลลาร์/บาร์เรล
ราคาน้ำมัน WTI และน้ำมันเบรนท์ปิดตลาดอ่อนแรงลงเล็กน้อยในวันพฤหัสบดี หลังจากพุ่งขึ้นกว่า 1% ในระหว่างวัน ส่วนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา (15 ก.ค.) ราคาน้ำมันเบรนท์ปิดตลาดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 12 มิ.ย. และราคาน้ำมัน WTI ปิดที่ระดับสูงสุดนับตั้งแต่วันที่ 15 มิ.ย.
ข่าวการเมือง
สหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเป็นคืนที่ 6 ติดต่อกัน โดยขยายเป้าหมายจากพื้นที่ชายฝั่งทางใต้เข้าสู่โครงสร้างพื้นฐานภายในประเทศ ทั้งสะพาน ทางรถไฟ สนามบิน และระบบไฟฟ้า ขณะที่อิหร่านเตือนว่าช่องแคบฮอร์มุซเป็น “เส้นแดง” และยังไม่มีสัญญาณกลับเข้าสู่การเจรจา
ความขัดแย้งเริ่มลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซีย โดยคูเวตระบุว่าสกัดโดรนอิหร่านได้ 32 ลำ ขณะที่บาห์เรนเปิดสัญญาณเตือนภัย แม้ยังไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต ด้านการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซลดลงเหลือเพียง 3 ลำในรอบ 24 ชั่วโมง สะท้อนความเสี่ยงต่อการขนส่งน้ำมันและความผันผวนของตลาดพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น
มีรายงานว่าอิหร่านขอให้กลุ่มฮูตีเตรียมปิดช่องแคบบับเอลมันเดบ หากสหรัฐฯ โจมตีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน กลุ่มฮูตีได้ติดตั้งขีปนาวุธและโดรนใกล้พื้นที่แล้ว และกำลังรอคำสั่งเริ่มปฏิบัติการ โดยปัจจุบันทะเลแดงรองรับพลังงานราว 7% ของโลก ขณะที่ซาอุดีอาระเบียส่งออกพลังงานประมาณ 70% ผ่านท่าเรือยันบูในทะเลแดง
Reuters รายงานว่า Trump Media เตรียมเปิดบริการ Truth API แบบเสียเงิน เริ่ม 1 สิงหาคม เพื่อให้ลูกค้าสถาบันและนักลงทุน เข้าถึงโพสต์ของทรัมป์บน Truth Social ได้เร็วขึ้น หลังโพสต์ของเขามักส่งผลต่อหุ้น น้ำมัน และตลาดการเงินโดยรวม
ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 33.59 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงเล็กน้อย แทบไม่เปลี่ยนแปลงจากระดับปิดของวันก่อนหน้า ณ ระดับ 33.56 บาทต่อดอลลาร์ มองกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.45-33.75 บาท/ดอลลาร์
ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest
