ข่าวเกี่ยวกับทองคำ
● สัญญาทองคำตลาดนิวยอร์กปิดบวกในวันพุธ (13 พ.ค.) โดยราคาทองฟื้นตัวหลังจากที่ปรับตัวลงในระหว่างวัน อันเนื่องมาจากความกังวลว่าตัวเลขเงินเฟ้อที่สูงเกินคาดอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค.
● ทั้งนี้ สัญญาทองคำตลาด COMEX (Commodity Exchange) ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 20 ดอลลาร์ หรือ 0.43% ปิดที่ 4,706.70 ดอลลาร์ต่อออนซ์
● ราคาทองคำตลาดโลก ปิดปรับตัวลดลง -30.0 เหรียญ หรือ -0.64% มาอยู่ที่ระดับ 4,689.0 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 4,691.0 เหรียญ
● ราคา Silver ปิดปรับตัวขึ้น 0.62 เหรียญ หรือ 0.71% มาอยู่ที่ระดับ 87.49 เหรียญ ขณะที่ราคาปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 87.5 เหรียญ
● กองทุนทองคำ SPDR วันก่อนหน้าซื้อเข้า 1.71 ตัน ปัจจุบันถือครองที่ 1,039.99 ตัน ภาพรวมเดือนพฤษภาคมซื้อเข้า 0.8 ตัน | ขณะที่ปีนี้ ตั้งแต่ 1 ม.ค. - ปัจจุบัน ขายสุทธิ 32 ตัน
● ราคาทองคำปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 2 ติดต่อกัน หลุดลงใกล้ระดับ 4,680 เหรียญหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐฯ ทั้ง CPI และ PPI ออกมาสูงกว่าคาด ส่งผลให้ตลาดลดความหวังต่อการลดดอกเบี้ยของเฟดในปีนี้ รวมถึงยังได้รับแรงกดดันในระยะสั้น Bond Yield ที่สูงขึ้น และราคาน้ำมันเหนือ $100 กลายเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทองคำ
● รัฐบาลอินเดียประกาศขึ้นภาษีการนำเข้าทองคำและโลหะเงินสู่ระดับ 15% จากเดิม 6% ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการควบคุมการซื้อโลหะมีค่าจากต่างประเทศ และเพื่อรักษาทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของอินเดีย
● นักวิเคราะห์จาก Zaner Metals ให้ความเห็นว่า การปรับเพิ่มภาษีนำเข้าทองคำของอินเดียได้สร้างความกังวลด้านอุปสงค์ และอาจกลายเป็นปัจจัยลบในระยะยาวต่อตลาดทองคำ โดยอินเดียเป็นประเทศที่ใช้โลหะมีค่ารายใหญ่อันดับสองของโลก
สรุปตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญ
● Core PPI m/m ออกมาที่ 1.0% สูงกว่าคาดการณ์ 0.3% และสูงกว่าครั้งก่อน 0.2%
● PPI m/m ออกมาที่ 1.4% สูงกว่าคาดการณ์ 0.5% และสูงกว่าครั้งก่อน 0.7%
● PPI y/y ออกมาที่ 6% สูงกว่าคาดการณ์ 4.9% และสูงกว่าครั้งก่อน 4.3%
● ตัวเลขเงินเฟ้อฝั่งผู้ผลิตสหรัฐฯ เร่งตัวแรงกว่าคาด โดย PPI รายปีพุ่งแตะระดับ 6% ขณะที่รายเดือนพุ่งขึ้นสู่ 1.4% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบเกือบ 4 ปี ตั้งแต่ปี 2022 สะท้อนต้นทุนฝั่งผู้ผลิตที่กลับมาเร่งตัวอย่างมีนัยสำคัญ และอาจเพิ่มความกังวลว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจส่งผ่านไปยังราคาผู้บริโภคในระยะถัดไป
ข่าวเกี่ยวกับค่าเงิน และธนาคารกลาง
● ดัชนีดอลลาร์ ปิดปรับตัวขึ้น 0.14 จุด หรือ 0.14% มาอยู่ที่ระดับ 98.45 จุด ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่บริเวณ 98.47 จุด
● อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปรับตัวลดลง -0.01 % มาอยู่ที่ระดับ 4.461% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี ปรับตัวลดลง -0.03 % มาอยู่ที่ระดับ 3.973% โดยที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี มากกว่า 2 ปี เท่ากับ 0.49%
● วุฒิสภาสหรัฐฯ ลงมติรับรอง “เควิน วอร์ช” ให้ดำรงตำแหน่งประธานเฟดคนถัดไป เปิดทางเข้ารับตำแหน่งแทนเจอโรม พาวเวล โดยวอร์ชมีแนวคิดปรับโครงสร้างเฟดครั้งใหญ่ ทั้งลดขนาดงบดุลจากปัจจุบันราว 6.7 ล้านล้านดอลลาร์ ลดจำนวนประชุมนโยบายจาก 8 ครั้ง เหลือ 4 ครั้งต่อปี และยกเลิกการส่งสัญญาณดอกเบี้ยล่วงหน้า (Forward Guidance) รวมถึงลดการแถลงข่าวของเฟด
● ตลาดจับตาว่าแนวทางใหม่ของวอร์ชอาจเปลี่ยนรูปแบบการสื่อสารของเฟดอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ความท้าทายสำคัญคือ เงินเฟ้อสหรัฐฯ ยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% และอัตราว่างงานยังอยู่เพียง 4.3% ทำให้ตลาดแทบไม่คาดหวังการลดดอกเบี้ยก่อนปี 2028 และเริ่มกังวลว่าเฟดอาจต้องกลับมาพิจารณาขึ้นดอกเบี้ยอีกครั้งในระยะต่อไป
ข่าวเกี่ยวกับตลาดหุ้น และเศรษฐกิจ
● ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบเล็กน้อยในวันพุธ (13 พ.ค.) แต่ดัชนี S&P500 และ Nasdaq ดีดตัวขึ้นปิดในแดนบวก โดยได้แรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งช่วยบรรเทาปัจจัยลบจากข้อมูลเงินเฟ้อที่สูงกว่าคาดและความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) จะเดินหน้าใช้นโยบายคุมเข้มทางการเงิน
● ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,693.20 จุด ลดลง 67.36 จุด หรือ -0.14%,
● ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,444.25 จุด เพิ่มขึ้น 43.29 จุด หรือ +0.58%
● ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 26,402.34 จุด เพิ่มขึ้น 314.14 จุด หรือ +1.20%
● ส่วนความเคลื่อนไหวด้านอื่น ๆ นั้น Morgan Stanley ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายรายปีของดัชนี S&P500 ขึ้นสู่ระดับ 8,000 จุด จากเดิมที่ระดับ 7,800 จุด โดยระบุว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ ยังมีโอกาสที่จะพุ่งขึ้นต่อไป เนื่องจากบริษัทต่าง ๆ ยังคงรายงานผลประกอบการที่แข็งแกร่ง
ข่าวเกี่ยวกับน้ำมัน
● สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (13 พ.ค.) เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่าธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) อาจปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาความคืบหน้าในการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ผู้นำจีน ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงปักกิ่งในวันที่ 14-15 พ.ค.
● ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. ลดลง 1.16 ดอลลาร์ หรือ 1.14% ปิดที่ 101.02 ดอลลาร์/บาร์เรล
● สัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนก.ค. ลดลง 2.14 ดอลลาร์ หรือ 1.99% ปิดที่ 105.63 ดอลลาร์/บาร์เรล
● กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) คาดการณ์ว่า อุปสงค์น้ำมันโลกจะขยายตัว 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในปี 2569 ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.ซึ่งอยู่ที่ระดับ 1.4 ล้านบาร์เรล/วัน ส่วนในปี 2570 โอเปกคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกจะมีการขยายตัว 1.5 ล้านบาร์เรล/วัน โดยเพิ่มขึ้นราว 200,000 บาร์เรล/วันจากตัวเลขคาดการณ์ในเดือนเม.ย.
● ราคาน้ำมันได้รับแรงหนุนในระหว่างวัน หลังจากสำนักงานสารสนเทศด้านการพลังงานของรัฐบาลสหรัฐฯ (EIA) เปิดเผยว่า สต็อกน้ำมันดิบลดลง 4.3 ล้านบาร์เรลในสัปดาห์ที่แล้ว มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดว่าจะลดลงเพียง 2.1 ล้านบาร์เรล
● Morgan Stanley คาดว่า ตลาดน้ำมันโลกอาจสูญเสียอุปทานรวมกว่า 1 พันล้านบาร์เรลตลอดปี 2026 จากผลกระทบสงครามและเวลาที่ต้องใช้ในการฟื้นกำลังการผลิต ซ่อมโรงกลั่น และปรับเส้นทางขนส่งน้ำมันใหม่ รวมถึงระบุว่า เหตุการณ์ครั้งนี้อาจถือเป็น “วิกฤตช็อกอุปทานน้ำมันครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ตลาดน้ำมันโลก”
ข่าวการเมือง
● Reuters รายงานว่า สหรัฐฯ และจีนเตรียมหารือหลายประเด็นสำคัญระหว่างการพบกันของทรัมป์และสี จิ้นผิง ทั้งแผนลดภาษีนำเข้าสินค้าที่ไม่อ่อนไหวต่อความมั่นคง มูลค่าฝั่งละราว 30 พันล้านดอลลาร์ การรักษาข้อตกลงการค้าที่เปราะบาง รวมถึงความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน AI และการขายอาวุธของสหรัฐฯ ให้แก่ไต้หวัน
● ขณะเดียวกัน ทรัมป์ต้องการให้จีนช่วยกดดันอิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซและกลับเข้าสู่การเจรจาสันติภาพ แต่จีนอาจไม่สนับสนุนเต็มที่ เพราะต้องรักษาความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจและยุทธศาสตร์กับอิหร่าน ขณะที่สหรัฐฯ เองก็มีทางเลือกกดดันจีนจำกัด เนื่องจากการคว่ำบาตรธนาคารจีนขนาดใหญ่อาจสร้างต้นทุนสูงต่อสหรัฐฯ เอง
● CNN รายงานเพิ่มเติมว่า ทรัมป์ต้องการให้จีนเข้าร่วมข้อตกลงควบคุมอาวุธนิวเคลียร์ฉบับใหม่ หลังสหรัฐฯ กังวลว่าจีนเร่งขยายคลังอาวุธและขีดความสามารถด้านนิวเคลียร์ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ปักกิ่งยังไม่กระตือรือร้น โดยโต้ว่าอาวุธนิวเคลียร์ของจีนมีขนาดเล็กกว่าสหรัฐฯ และรัสเซียมาก พร้อมยืนยันว่าโครงการนิวเคลียร์มีเป้าหมายเพื่อป้องกันตนเอง
ข่าวเกี่ยวกับเศรษฐกิจไทยและค่าเงินบาท
● ฝ่ายธุรกิจตลาดเงินและธุรกรรมระหว่างประเทศ ทีทีบี เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเช้านี้เปิดตลาดที่ระดับ 32.33 บาทต่อดอลลาร์ ใกล้เคียงกับราคาปิดตลาดเมื่อวานที่ระดับ 32.36 บาทต่อดอลลาร์ โดยกรอบเงินบาทในช่วง 24 ชั่วโมง คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 32.25-32.45 บาทต่อดอลลาร์
ที่มาจาก : yahoo finance, Reuters, kitco news, investing, Infoquest
